จาก เมื่อฉันฟังแต่ตัวเอง ภาค ๑

ในรอยจำของบ้านไม้

บทเดียวกันในภาษาอังกฤษ In the Grain of Memory

ฉันใช้ชีวิตซุกหัวนอนอยู่ในบ้านไม้สองชั้นหลังเก่า ที่พักพิงของเราถูกกั้นแบ่งขึ้นอย่างง่ายๆ ด้วยแผ่นไม้กระดานที่นำมาตีประกบกัน จนเกิดเป็นห้องเล็กๆ หลายห้องซ้อนตัวอยู่ข้างในนั้น ฉันอาศัยอยู่ที่ชั้นสองร่วมกับพี่สาวและเพื่อนพ้องจากหมู่บ้านเดียวกัน ทุกคนต่างหอบหิ้วความหวังชุดเดียวกันเดินทางไกลมาด้วยกัน

คำว่า พื้นที่ส่วนตัว เป็นสิ่งหรูหราที่เราไม่รู้จัก เราใช้ห้องน้ำร่วมกับคนแปลกหน้า และเมื่อถึงเวลาอาบน้ำ เราจะนุ่งผ้าถุงยืนเรียงรายกันที่ขอบบ่อน้ำนอกชานบ้าน ตักน้ำราดรดกายท่ามกลางลมเย็นที่พัดผ่าน

ชีวิตของเด็กสาววัยสิบสี่ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปทำงาน และรอคอยเวลาเลิกงานเพื่อไปเดินตลาด หยิบจับพืชผักมาปรุงเป็นอาหารมื้อง่ายๆ ล้อมวงกินข้าวร่วมกับพี่และเพื่อน มันเป็นชีวิตที่ธรรมดาเหลือเกิน ธรรมดาจนเกือบจะราบเรียบ หากไม่มีเสียงไม้กระดานที่ลั่นประท้วงทุกครั้งที่มีคนก้าวเดิน คอยย้ำเตือนฉันเสมอว่า เราทุกคนต่างมีลมหายใจอยู่ในบ้านที่เปราะบางหลังนี้ร่วมกัน

แต่วันนี้ที่ทำงานมีบางอย่างต่างไปจากเดิม มีพนักงานใหม่ห้าคนเดินทางมาเริ่มงานพร้อมกัน พวกเขาดูประหม่าแต่ก็มีความหวังในแววตา ทั้งหมดเดินทางมาจากต่างจังหวัดเหมือนกับฉัน มีเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับฉันสามคน ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นอีกหนึ่งคน และที่สะดุดตาที่สุด คือเด็กหนุ่มตัวน้อยที่อายุเพียงสิบสองปีเท่านั้น

ฉันเดินเข้าไปหาพวกเขาพร้อมรอยยิ้มที่พยายามให้ดูเป็นมิตรที่สุด “เดินทางมากันไกลไหมจ๊ะ ฉันเองก็เป็นคนต่างจังหวัดเหมือนกันนะ มีอะไรไม่เข้าใจหรือติดขัดตรงไหน ถามฉันได้ตลอดเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” ความเกร็งในแววตาของพวกเขาเริ่มอ่อนแสงลง แทนที่ด้วยความโล่งใจที่ได้เจอคนบ้านเดียวกัน

ในระหว่างที่มือของพวกเราง่วนอยู่กับการจัดเตรียมของ ฉันสังเกตเห็นเด็กชายวัยสิบสองปีที่เพิ่งมาใหม่ดูจะเกร็งๆ และกังวล ฉันจึงขยับเข้าไปใกล้แล้วชวนคุยเบาๆ “ค่อยๆ ทำนะจ๊ะ ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวก็คล่องเอง” เขาเงยหน้าขึ้นมา ปาดเหงื่อที่หน้าผากด้วยหลังมือ แล้วยิ้มแห้งให้ เป็นรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะฝืนตัวเองให้ยิ้มมากกว่าจะยิ้มจริงๆ “งานในเมืองมันไม่เหมือนทำไร่ทำนาเลย ผมกลัวจะแย่”

“ฉันก็เคยกลัวเหมือนเธอนั่นแหละ” ฉันตอบพลางยื่นมือไปช่วยเขาจัดของให้เข้าที่ “วันแรกมันก็ยากแบบนี้แหละ เดี๋ยวเราทำไปเรื่อยๆ เราจะรู้เองว่าต้องวางตรงไหน จับตรงไหน เหมือนที่เราจำได้ว่าต้องเดินร่องไหนในนาข้าวนั่นแหละ”

ไม่นานนัก กำแพงระหว่างคนแปลกหน้าก็ค่อยเลือนหายไป ในยุคสมัยที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตยังเป็นเรื่องของอนาคต และโทรศัพท์มือถือยังไม่เข้ามาแย่งชิงเวลาไปจากคนตรงหน้า กิจกรรมหลังเลิกงานจึงเป็นหัวใจสำคัญของพวกเรา บางวันเรานัดกันไปร้องคาราโอเกะที่ห้างสรรพสินค้า บางวันก็ชวนกันไปเดินตลาด เลือกซื้อวัตถุดิบสดๆ กลับมาล้อมวงทำอาหารกินกันที่บ้าน แม้จะพักกันคนละห้อง แต่เราทุกคนต่างก็อาศัยอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน ความใกล้ชิดเหล่านั้นจึงทำให้คำว่า เพื่อนร่วมงาน ค่อยๆ เปลี่ยนเป็น พวกเรา อย่างเป็นธรรมชาติ

ทว่าท่ามกลางเสียงหัวเราะนั้น ยังมีเด็กชายวัยสิบสองปีคนหนึ่งที่ชื่อว่า พลภูมิ หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า พล พลเป็นเด็กหนุ่มผิวคล้ำแดด รูปร่างผอมสูง เขาเป็นที่รักของทุกคนด้วยท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนและบุคลิกที่ไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่ในที่ทำงาน พลกับฉันเรามีความผูกพันที่พิเศษกว่าคนอื่น อาจเป็นเพราะฉันเป็นคนเดียวที่เขากล้าเอ่ยปากถามในสิ่งที่สงสัย แม้จะเป็นประโยคสั้นๆ เพียงไม่กี่คำ แต่นั่นก็เพียงพอ พลมักจะเดินตามหลังฉันอยู่เงียบๆ เสมอ เขาดูเหมือนจะพอใจกับการเป็น ผู้เฝ้าดู มากกว่า ผู้พูด ไม่ว่าตอนที่ฉันกำลังง่วนอยู่กับการทำงาน หรือในยามที่ทุกคนกำลังล้อมวงทานข้าวอย่างสนุกสนาน ฉันจะรู้สึกได้ถึงสายตาของพลที่จับจ้องมองมาเสมอ ราวกับว่าในความเงียบงันนั้น เขากำลังพยายามเรียนรู้และบันทึกภาพทุกอย่างไว้

ในวันที่ฉันรับอาสาไปตลาดเพื่อเตรียมมื้อเย็น พลมักจะปรากฏตัวขึ้นเงียบๆ ข้างกาย “อ้าวพล วันนี้ไม่กลับบ้านเหรอ” ฉันถามขณะสะพายกระเป๋าเตรียมตัว “วันนี้ที่บ้านมีธุระดึก แม่เลยบอกให้ผมอยู่ที่นี่ไปก่อน ผมขอไปตลาดด้วยได้ไหม” เขาตอบสั้นๆ ตามนิสัยของเขา “ไปสิ จะได้ช่วยกันถือของ”

ตลอดทางเดินไปตลาด พลจะเดินตามหลังฉันอยู่หนึ่งก้าวเสมอ เขาไม่เคยเดินแซง และไม่เคยเดินตีคู่ แต่ฉันจะรู้เสมอว่าเขายังอยู่ตรงนั้น ผ่านเสียงรองเท้าแตะที่กระทบพื้นดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอตามหลังมา

“พลอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวพี่ทำให้” ฉันลองถามโดยไม่หันไปมอง “อะไรก็ได้ที่พี่ทำ” คำตอบซื่อๆ ของเขาทำให้ฉันอดหัวเราะไม่ได้ “พูดเหมือนพี่ทำอร่อยนักแหละ คราวที่แล้วไข่เจียวยังไหม้เลยนะ” เขานิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ “มันก็... ทานได้ครับ ผมชอบ” นั่นอาจเป็นบทสนทนาที่ยาวที่สุดระหว่างเราในวันนั้น แต่มันกลับเป็นความเงียบที่เบาสบาย และไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย

เมื่อกลับมาถึงบ้านและเริ่มล้อมวงทานข้าว ท่ามกลางเสียงหัวเราะและเรื่องเล่าสัพเพเหระของคนอื่นๆ พลยังคงทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าดูที่ดีที่สุด เขามักจะนั่งอยู่ข้างฉัน คอยหยิบจับสิ่งของให้โดยที่ฉันไม่ต้องเอ่ยปากขอ ราวกับเขาคอยสังเกตอยู่ตลอดเวลาว่าฉันกำลังต้องการอะไร ความเคยชินเริ่มหยั่งรากลึกลงในความรู้สึก จากที่เคยรู้สึกแปลกที่มีเด็กชายคนหนึ่งเดินตามหลัง กลับกลายเป็นว่า ถ้าวันไหนฉันหันหลังไปแล้วไม่พบเขา ฉันคงจะรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก

ในยุคที่ไร้ข้อความส่งถึงกัน ความผูกพันของเราจึงอาศัยการจดจำจังหวะย่างก้าว แววตา และความเงียบที่เข้าใจกัน ฐานะเพื่อนร่วมงานอาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่ความธรรมดาของชีวิตประจำวันที่เราแบ่งปันกันต่างหาก ที่เปลี่ยนให้เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เป็นส่วนที่ความเงียบไม่ต้องใช้คำแปล

เขาเดินตามหลังฉันหนึ่งก้าวเสมอ ไม่เคยแซง และไม่เคยตีคู่